ปฏิกิริยาเคมี ของความรักและสุขภาพ ไม่นานมานี้ ผู้เขียนได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อว่า เรียนรู้ผู้ชาย เขียนโดย ดร. จอยซ์ บราเดอร์ส เพื่อที่จะได้เข้าใจชายหนุ่มที่จะมาเป็นคู่ชีวิตให้มากขึ้น หนังสือเล่มนี้บอกเล่าด้วยถ้อยคำที่สนุกอ่านง่ายแฝงเนื้อหาวิชาการที่มีประโยชน์ ทำให้ได้รับการแปลและเผยแพร่ไปทั่วโลกถึง 26 ภาษา สำหรับฉบับไทยนั้น เรียบเรียงโดย พญ. ลลิตา ธีระสิริ ซึ่งท่านใช้ภาษาที่อ่านง่าย ทำให้อ่านจบในเวลาอันรวดเร็ว
เนื้อหาในหนังสือมีข้อมูลทางสถิติมาอ้างอิงให้เห็นว่า ผู้หญิงควรจะรู้ธรรมชาติของผู้ชายในแต่ละวัยอย่างไรบ้าง ความแตกต่างของหญิงกับชายที่ไม่ได้ต่างกันเพียงแค่ร่างกายภายนอก หากแต่การพํฒนาของสมอง ความคิดความอ่านก็ต่างกัน นอกจากนี้ยังกล่าวถึงธรรมชาติของผู้ชาย ผู้ญิง และความรัก ที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านมาเนิ่นนานแค่ไหนก็ไม่ได้แตกต่างกันไปสักเท่าไหร่ มีเรื่องเล่าประสบการณ์ของพ่อแม่หรือคนเฒ่าคนแก่สมัยก่อนเกี่ยวกับธรรมชาติของการครองคู่ ที่สามารถเอามาปรับใช้ในการครองคู่ได้เสมอ หากเรามองอย่างเปิดกว้างและคิดตาม ทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่าได้ประโยชน์จากเนื้อหาในหนังสืออย่างมหาศาล
พูดถึงความรัก ก็พอจะแบ่งได้สองประเภทใหญ่ๆ คือ
 |
ความรักขั้นต้น หรือบางคนเรียกว่า “รักแรกพบ” รักแล้วอยากเป้นแฟนด้วย รักแล้วอยากเข้าไปทำความรู้จัก ความรักแบบนี้ หลายๆ คนคงจะเคยรู้สึกใช่ไหมว่า เมื่ออยู่ใกล้ คนที่เราแอบปลื้มอยู่ เราจะรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในร่างกาย นั่นเพราะว่า ความรักแบบนี้ทำให้สารเคมีในร่างกายที่เรียกว่า สารฟีนิลเอธิลามีน ซึ่งเป็นยาตัวหนึ่งในกลุ่มของแอมเฟตามีนหลั่งออกมา สารกลุ่มนี้จะทำให้ฮอร์โมนอดรีนาลีนหลั่งมาอีกทอดหนึ่ง ดังนั้น จึงก่อให้เกิดปฏิกิริยาในร่างกาย เช่น อาการวุ่นวาย ใจเต้นแรง หน้าแดง หายใจแรง เร็ว มือไม้สั่น เหงื่อออก เหมือนจะควบคุมตัวเองไมได้เลยก็มี ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่เราคุ้นชินเมื่อตกหลุมรักใครสักคนอยู่ อาการนี้คล้ายกับการเสพสารแอมเฟตามีนนั่นเอง ไม่น่าเชื่อเลยใช่มั้ย แต่ก็เป็นไปแล้ว ดังนั้นเมื่อมีอาการอกหัก รักคุด ร่างกายก็มีปฏิกิริยาเหมือนกับการลงแดงจากการขาดแอมเฟตามีน เช่น มีอาการทุรนทุรายใจ กระสับกระส่าย สมาธิหลุดลอย เหมือนจะขาดใจ เป็นต้น
|
| ทัศนะผู้ชาย ผู้สันทัดกรณียืนยันว่าความรู้สึกของความรักในระดับนี้จะว่าไปก็เป็นเหมือนคนติดกาแฟน่ะแหละ เวลาได้เสพก็รู้สึกหวือหวา ใจเต้นพองโต แต่พอขาดกาแฟก็มีอาการหงุดหงิดงุ่นง่าน ไปจนกระทั่งหงอยซึม แน่นอนว่าปฏิกิริยาเคมีในร่างกายแบบนี้ถ้าเป็นอยู่นาน มันก็คือความเครียดดีๆ นี่เอง ดังนั้น เพื่อชดเชยส่วนที่ขาดไป จึงมีการแนะนำกันว่า เวลาอกหักให้หันเหไปทำกิจกรรมอย่างอื่นเช่น การออกกำลังกาย หรือบางคนก้ใช้วิธีเข้าวัดทำสมาธิ เพราะการออกกำลังกายแบบแอโรบิกและการฝึกสมาธิจนถึงจุดหนึ่ง ร่างกายจะตอบสนองด้วยการหลั่งฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟินซึ่งเป็นสารสื่อความสุขออกมา สมองก็จะรู้สึกโปร่งโล่งสบายขึ้น ว่าแต่... ดื่มกาแฟจะช่วยบรรเทาอาการไหมนะ อันนี้คงต้องไปทดลองต่อกันเองนะครับ แล้วได้ผลยังไงก็บอกกันด้วย นักวิจัยกลุ่มหนึ่งยืนยันว่า ความรักเป้นเรื่องของการทำงานของสมอง เขาพบว่าผุ้ชายที่ผ่านการผ่าตัดสมองมาแล้วไม่สามารถมีความรักที่โรแมนติกได้ ในขณะที่อารมณ์อื่นๆ ยังมีอยู่อย่างปกติ ไม่ว่าความรักจะเกิดจากสมอง หัวใจ หรือฮอร์โมน ก็ตามผู้ชายจะตกหลุมรัก หรือเกิดความรักขั้นต้นนี้ง่ายกว่าผู้หญิง นักวิจัยได้ทำการจัดปริมาณของความโรแมนติกของชายหนุ่ม 250 คน และหญิงสาว 429 คน โดยทุกคนกำลังอยู่ในห้วงแห่งความรัก หรือเพิ่งผ่านการมีประสบการณ์ทางด้านความรักมาหยกๆ พบว่า 75% ของผู้ชายตกหลุมรักอย่งโงหัวไม่ขึ้น มีปฏิกิริยาทางเคมีในร่างกายทันทีเมื่อพบผู้หญิงที่ตนเองชอบเพียง 4 ครั้ง สำหรับผู้หญิงแล้ว จะมีอาการแบบนี้เพียง 15% เท่านั้น |
ทัศนะผู้ชาย..
ประเด็นนี้นับว่าน่าสนใจมากมิน่าเล่าอาการปิ๊งรักแรกพบมักจะเกิดกับฝ่ายซะมากกว่าผู้หญิงและเป็นฝ่ายเดินหน้าเข้าหาคู่ชกก่อน ส่วนฝ่ายหญิงก็ทำตัวเป็นนักชกสไตล์ Boxer ฝีเท้าไวหลบหลีกไปพลางไปพลาง ดังนั้น ถ้าฝ่ายหญิงถูกผู้ชายตามจีบก็อย่าถือสากันล่ะ ก็ธรรมชาติเรียกร้องนี่ จะว่าไปถ้าผู้ชายไม่เป็นฝ่ายรุก แล้วฝ่ายหญิงไม่ต้องรอกันจนเก้อหรอกเหรอ เป็นบุญเป็นคุณนะเนี่ย
อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ระยะแห่งความรักขั้นต้นแสดงอานุภาพต่างกันเช่นนี้ คำตอบก็คือ ผู้ชายไม่ค่อยจะเลือกมากเท่าผู้หญิง ผู้ชายติดใจคนหน้าตาดีได้ง่าย บางคนอาศัยเวลาแค่ 7 วินาทีเท่านั้นที่จะตัดสินใจตามจีบผู้หญิงคนหนึ่ง และตกหลุ่มของความรักขั้นต้นต่อเธอแทบจะทันที ส่วนผู้หญิงจะตกหลุมรักช้ากว่า เพราะผู้หญิงมักคิดในเรื่องของอนาคต เรื่องของการแต่งงาน การอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต
ทัศนะผู้ชาย...
ข้อมูลอีกด้านหนึ่ง เข่าว่าสาเหตุใหญ่สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้หญิงส่วนหนึ่งจับจองห้องว่างในโครงการคานทองนิเวศน์กันก็เพราะความคิดมากจนเกินไปนี่แหละ พอใครมาจีบก็คิดไปเรื่อยว่า เขาจะเป็นคนดีไหม เขาจะเป็นคนหลักลอยหรือเปล่า ที่บ้านมีพี่น้องกี่คนจะเป็นลูกแหง่ไหม เอ๊ะ...อายุขนาดนี้ทำไมไม่มีแฟน เป็นเกย์แหงเลย นี่แค่เริ่มถูกจีบนะ คิดมากไปก็เลยกลายเป็นกลัว ไม่กล้าลองคบใครเสียอย่างนั้น
จริงอยู่...ตอนเริ่มคบกันใหม่ๆ ก็เหมือนเป็นเรื่องเสี่ยง เพราะต่างก็ไม่รู้ว่าเขาหรือเธอเป็นยังไง เหมือนเวลาเราเจรจาต่อรองธุรกิจกัน เราก็ไม่อาจรู้ได้ว่าฝ่ายตรงข้ามจะเสนออะไรมากันแน่ ดังนั้นสิ่งที่มักจะทำหันก็คือค่อยๆ เผยไต๋กันทีละน้อย แต่อย่ากลัวที่จะเรียนรู้จนเกินไปล่ะครับ เพียงแต่ถ้าไม่มั่นใจในความปลอดภัยการหาเพื่อนสนิทไปด้วยในระยะเวลาแรกๆ ก็เป็นวิธีที่ดี (แต่อย่าหลายคนเกินไปล่ะ เพราะฝ่ายชายอาจจะคิดระแวงได้ว่า นี้มันจะยกพวกมาถล่มกันหือเปล่าเนี่ย)
|
|
ความรักขั้นที่สอง ความรักในระดับนี้เป็นทั้งความรัก เป็นทั้งมิตรภาพ ความห่วงใยความเอื้ออาทร ความเข้าใจกัน ความมั่นคง และความซื่อสัตย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้การอยู่ร่วมกันมีความหมาย ความรักในระยะนี้ จะมีสารเคมีอีกตัวหนึ่งที่เรียกว่า เอ็นดอร์ฟินหลั่งออกมา สารตัวนี้จะช่วยเพิ่มภูมิต้านทานโรค และรักษาโรคได้ รักแบบนี้เรียกง่ายๆ ว่า “รักแบบเมตตา” ความรักแบบเมตตานั้นจะต่างจากความรักแบบแรกมากเพราะเป็นความรักความปราถนาดีที่เรามีให้กับทุกคน เช่นคู่รักที่อยู่ด้วยกันมานานจนลืมไปแล้วว่าความรู้สึกที่ฉันปิ๊งเธอน่ะ มันเป็นยังไง อาการใจเต้นแรง มือสั่น หน้าแดง เวลาจับมือภรรยาหรือสามี ไม่มีอีกต่อไป แต่สิ่งที่กลับเพิ่มมากขึ้นคือความปราถนาดีต่อกัน ดูแลซึ่งกันและกัน อยู่ด้วยกันแบบผูกพัน กลายเป็นความรู้สึกอบอุ่น สงบปลอดภัยเข้ามาแทนที่ ความรู้สึกแบบนี้ไม่จำเป็นต้องเกิดเฉพาะคู่รักอย่างเดียว หากยังสามารถเกิดได้กับครอบครัว ลูกน้อง เจ้านาย ผู้ร่วมงาน หรือแม้เป็นสัตว์หรือพืชก็เมตตาได้ไม่มีขอบเขตจำกัด ดังที่เคยเห็นตัวอย่างอยู่บ่อยๆ ว่า การที่พืชผักผลไม้จะโตเร็วให้ผลผลิตงามนอกจากอาหาร อากาศที่ดีแล้ว ถ้าเจอของให้ความรัก พูดคุย เอาใจใส่ ก็จะเติบโตงดงามได้เช่นกัน ความรักแบบเมตตานี้เป็นความรักที่ฉ่ำเย็น เป็นความรู้สึกที่ผ่อนคลายสงบ |
ในแง่ของการรักษาโรคนั้น ความรักแบบเมตตามีบทบาทอย่างมากในการช่วยส่งเสริมให้รักษาเป็นไปได้ง่ายขึ้น หายเร็วขึ้น โดยหลักการของ Psychoneuroimmunology กล่าวว่า เมื่อเกิดความรักแบบเมตตาขึ้น สมองจะหลั่งสารสื่อประสาทที่เรียกว่า Endorphin และ Oxytocin ออกมา ทำให้ระบบประสาทอัตโนมัติทำงานช้าลงส่งผลให้ระบบภูมิต้านทานดีขึ้นด้วย
เคยมีการทดลองง่ายๆ แต่น่าสนใจ โดยอิโมโตะ นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงโดยใช้กล้องชนิดพิเศษที่สามารถถ่ายผลึกน้ำได้โดยเขาค้นพบว่า น้ำในแต่ละที่จะมีผลึกแตกต่างกันตามสภาพแวดล้อมเวลาถ่ายผลึกน้ำประปากรุงโตเกียว จะพบว่าแตกกระจาย ไม่รวมตัวสวยงามแบบผลึกจากน้ำจากลำธารธรรมชาติ
ฉันใดก็ฉันนั้น ถ้าเรามองเชื่อมกันแล้ว คนเราอยู่ในเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยมลพิษ ความวุ่นวาย เร่งรีบ ทำให้ร่างกายของเราถูกเร่งรัดไปด้วย แต่เมื่อเราออกไปสู่ธรรมชาติที่ผ่อนคลาย ร่างกายเรากลับสงบ สบาย ภาพของผลึกน้ำที่ถ่ายออกมาก็แสดงออกได้เช่นเดียวกับความรู้สึกของคนที่สัมผัสได้เช่นกัน
| เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เขาลองเอาน้ำมาแผ่เมตตา เอามาพูดคำพูดที่ไพเราะใส่เข้าไปแล้วถ่ายภาพผลึกออกมา ปรากฏว่าผลึกของน้ำจับตัวได้สวยงามมาก ในทางตรงกันข้าม น้ำอีกกลุ่มถูกใส่ความรู้สึกเกลียดและคำพูดหยาบคายเข้าไป ปรากฏว่าผลึกจับตัวกันไม่เป็นรูปร่างเลยการทดลองนี้จึงสรุปได้ว่า น้ำสามารถรับความรู้สึกต่างๆ ได้ดี และปรากฏผลออกมาเป็นผลึกที่สามารถถ่ายภาพได้นั่นเอง เมื่อมองย้อนกลับไปว่าในร่างกายของเรา เริ่มจากปฏิสนธิเป็นตัวอ่อน มีน้ำเป็นส่วนประกอบถึง 95% จวบจนร่างกายเจริญเติบโตขึ้นเต็มที่ ร่างกายจะมีน้ำเป็นส่วนประกอบถึง 70% ด้วยกัน เซลล์ทุกเซลล์ของเราจึงมีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก จึงไม่แปลกที่ผลตอบสนองทางการรักษาในกลุ่มคนที่อยู่ท่ามกลางความรักแบบเมตตาของคนรักและครอบครัวจะดีกว่าคนในครอบครัวที่มีแต่ความรู้สึกด้านลบ ประชดประชัน ไม่แสดงออกซึ่องความรักต่อกัน เพราะน้ำในร่างกายสามารถรับและตอบสนองต่อความรู้สึกต่างๆ ได้ดีเช่นเดียวกับน้ำอื่นๆ นั่นเอง |
การแสดงออกของควารัก เริ่มตั้งแต่ ความรู้สึกเมตตาที่มีอยู่ในตัวผู้ให้ และแสดงออกมาทางแววตาที่เอื้ออาทร การแสดงออกทางกาย เช่น การกอด การสัมผัสก็เป็นอวจน(อะวะจะนะ แปลว่า ไม่มีคำพูด) ภาษาที่ดีในการเพิ่มภูมิต้านทานได้ การแสดงออกทางวาจาใช้คำไพเราะ นุ่มนวลก้ทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าได้รับความรักได้เช่นกัน สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้ถูกรักอบอุ่นใจ สงบลง ระบบภูมิต้านทานร่างกายจะฟื้นตัวได้ดีในช่วงเวลานี้ส่งผลให้การตอบสนองต่อการรักษาดีขึ้น
จะว่าไปแล้ว ความรักความเมตตานี้ใช่ว่าจะเป็นประโยชน์กับเฉพาะผู้ป่วยเท่านั้น คนสุขภาพแข็งแรง คนที่ไม่ป่วยก็ได้ประโยชน์ได้เช่นกัน เพราะมีผลในการเพิ่มภูมิต้านทานและยังเป็นพื้นฐานในการแสดงความรักความเมตตาต่อผู้อื่นได้อีกด้วย
รู้อย่างนี้แล้วก็แสดงความรักต่อกันให้มากๆ เข้าไว้ ชีวิตก็จะมีความสุข สุขภาพก็จะแข็งแรงตลอดไป
ที่มา ..............
http://www.wedding.co.th/wartc_live0046.html